ตอนที่ 3 คําศัพท์ต่าง ๆ ในกรมธรรม์

ตอนที่ 3 นี้จะขยายความหมายของคําศัพท์ต่าง ๆ ในกรมธรรม์ให้พอเข้าใจโดยสังเขป เช่น

ค่าเสียหายส่วนแรก ที่มักเรียกกันว่า Excess ( เอ็กเซส ) และ Deductible ( ดีดัก )

เป็นส่วนแรกที่ผู้ทําประกันต้องรับภาระเอง โดยแบ่งเป็นข้อกําหนดไว้ 3 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1 ค่าเสียหายส่วนแรกโดยความสมัครใจ เป็นการตกลงกันระหว่างบริษัทประกันกับตัวของผู้ทําประกันว่าผู้ทําประกันจะรับภาระค่าเสียหายในส่วนแรกนี้เอง

ตัวอย่าง สมมติค่าเบี้ยประกันปกติอยู่ที่ 20,000 บาท แต่เราทําข้อตกลงกับบริษัทว่า

หากเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง เราจะจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรก 5,000 บาท ( อาจจะซ่อมรถเรา หรือชดเชยค่าเสียต่อทรัพย์สินคนอื่น ) เราจะได้สิทธิจ่ายเบี้ยประกันลดลง 5,000 บาท ( จ่ายเบี้ยทําประกันรถยนต์แค่ 15,000 บาท ) ดังนั้น ในระหว่างที่อยู่ในระยะประกันนั้น ถ้าเกิดอุบัติเหตุและเราเป็นฝ่ายผิด เมื่อบริษัทประเมินความเสียหายแล้ว อยู่ที่ 9,000 บาท ดังนั้น เราต้องจ่าย "ค่าเสียหายส่วนแรก" เป็นจํานวนเงิน 5,000 บาท ตามที่ได้ทําข้อตกลงไว้ตอนที่ทํากรมธรรม์ประกันรถยนต์ ส่วนที่เหลืออีก 4,000 บาท บริษัทจะจ่ายต่อไป แต่ถ้าความเสียหายไม่เกิน 5,000 บาท เราก็จ่ายให้คู่กรณีตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ผลดีของผู้ทําประกันในส่วนนี้จะทําให้ค่าเบี้ยที่ผู้ทําประกันต้องจ่ายนั้นลดน้อยลง

ส่วนที่ 2 ค่าเสียหายส่วนแรกกรณีผู้ทําประกันผิดสัญญา เป็นกรณีผู้ทําประกันผิดสัญญาของเงื่อนไขในกรมธรรม์ แต่กรมธรรม์ก็ยังมีผลคุ้มครอง คือบริษัทประกันจะปฎิเสธว่าผู้ทําประกันผิดสัญญาไม่ได้

ตัวอย่างที่ 1 กรมธรรม์แบบระบุชื่อคนขับ ( เบี้ยประกันจะถูกกว่าไม่ระบุชื่อคนขับ ) แต่เราอนุญาตให้คนอื่นขับขี่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิด เราจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายแต่ละครั้ง ดังนี้

ก. 2,000 บาทแรก สําหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (อาคาร กําแพง ฯลฯ)

ข. 6,000 บาทแรก สําหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา ( ที่เกิดจากการชน / คว่ํา )

ตัวอย่างที่ 2 ใช้รถผิดจากประเภทจากที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น กรมธรรม์ระบุการใช้รถยนต์ว่า “ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช่รับจ้างหรือให้เช่า” แต่เราเอาไปหาลําไพ่รับจ้างส่งของ เอาไปให้เช่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ขับเป็นฝ่ายผิด เราต้องรับผิดชอบเอง 2,000 บาทแรก

สําหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก ( อาคาร กําแพง ฯลฯ )

ส่วนที่ 3 ค่าเสียหายส่วนแรกที่กําหนดไว้ในกรมธรรม์ เป็นกรณีผู้ทําประกันจะต้องรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งจํานวนไม่เกิน 1,000 บาทแรกของความเสียหายต่อรถคันที่ทําประกันซึ่งเกิดจากการชนที่ไม่เกิดจากการชนหรือคว่ํา หรือ ชนแต่หาคู่กรณีไม่ได้ หรือ

เราไม่ได้ขับรถชนเองแต่เราไม่สามารถระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันได้ เราจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก 1,000 บาท สําหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา เช่น

ตัวอย่าง

1. ถูกมุ่งร้าย กลั่นแกล้ง แล้วหาคู่กรณีไม่ได้ เช่น รถถูกขีดข่วน

2. เสียหายส่วนพื้นผิวสีรถ ( ตัวรถและอุปกรณ์ในรถไม่เสียหาย ) เช่น หินกระเด็นใส่

เฉี่ยวกิ่งไม้/สายไฟ/ลวดหนาม ขับรถตกหลุม / ครูดพื้นถนน เหยียบตะปูหรือของมีคมหรืออะไรที่ทําให้ยางฉีก ละอองสีปลิวมาโดน / วัสดุหล่นมาโดน

3. ระบุสาเหตุที่ทําให้รถเสียหายไม่ได้ รวมถึงระบุวัน เวลา สถานที่เมื่อรถเกิดความสียหายที่ชัดเจนไม่ได้ เช่น กระจกรถแตก ถูกสัตว์กัดแทะหรือขีดข่วนถูกวัสดุในตัวรถกระแทก

4. ลื่นไถลตกข้างทางแต่ยังไม่พลิกคว่ํา

5. ชนกับรถยนต์คันอื่นแต่แจ้งรายละเอียดคู่กรณีไม่ได้

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราไม่ต้องการจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกจํานวน 1,000 บาทนี้ ต้องสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการชน หรือ ระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกัน

ไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้เช่น

1. ชนกับพาหนะอื่นและแจ้งรายละเอียดคู่กรณีให้ได้

2. ชนกับที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน

- เสา / ประตู / เสาไฟฟ้า / กําแพง / ป้ายจราจร

- ทรัพย์สินอื่นที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน

3. ชนต้นไม้ยืนต้น / ฟุตบาธ / ราวสะพาน

4. ชนกองดิน หรือชนหน้าผา

5. ชนคน / สัตว์

6. รถพลิกคว่ำ

ในส่วนที่ 2 และ 3 นี้ ผู้ทําประกันจะต้องรับผิดชอบต่อเมื่อตนเองหรือผู้ที่ขับขี่รถของตนเองเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดในแต่ละเหตุการณ์ เท่านั้น ถ้าเป็นฝ่ายถูกก็ไม่ต้องเสียตังค์

เจตนารมย์ที่กําหนดให้ผู้ทําประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง เพราะผู้ทําประกันภัยสามารถรับความเสี่ยงภัยเล็กน้อยเหล่านี้ไว้ได้เอง และทําให้ตัวผู้ทําประกันหรือผู้ขับขี่ใช้ความระมัด ระวังเสมือนกับรถของตนเองไม่มีประกันภัย อีกทั้งทําให้ต้นทุนของการประกันภัยต่ําลง

และเมื่อต้นทุนของการประกันภัยต่ําลงย่อมจะทําให้อัตราดอกเบี้ยประกันภัยต่ําลงด้วยเช่นกัน

ขอตัวอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นเช่นสถานีบริการปั๊มน้ํามันบางแห่งที่เขาให้เราบริการตนเองโดยเมื่อจอดรถแล้วต้องลงจากรถมาเติมน้ํามันเองโดยไม่มีพนักงานมาคอยให้บริการเราเหมือนปั๊มน้ํามันทั่ว ๆ ไป ต้นทุนของราคาน้ํามันที่ผู้บริโภคต้องบริการตนเองย่อมต่ํากว่าปั๊มน้ํามันที่มีพนักงานบริการให้ เช่นปั๊มน้ํามันทั่วไปราคาน้ํามันดีเซล ลิตรละ 29.99 บาท แต่เมื่อบริการตนเองจะเหลือเพียงลิตรละ 29.69 บาท ซึ่งถูกกว่า 30 สตางค์ต่อลิตร เป็นต้น

ผู้เขียน ทค.อภิชาติ เฮงรัตนกิจ

Recent Posts
Archive
Search By Tags
Follow Us
  • Facebook Basic Square